ติดตามข่าวท้องถิ่น ร้องทุกข์ชาวบ้าน ข่าวอาชญากรรม ข่าวสังคม การเมือง บันเทิง กีฬา และคอลัมน์ วิเคราะห์เจาะลึก รายการพากินพาเที่ยว รับงานอีเวนท์ออกสื่อทุกชนิด สมัครเป็นสมาชิกส่งข่าว ร้องทุกข์ และร้องเรียนได้ที่ pooth.pnn@gmail.com *ห้ามมิให้ผู้สื่อข่าวใช้จรรยาบรรณไปในทางไม่ถูกต้อง (บรรณาธิการบริหาร)
วันศุกร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2565
ดร.พิพัฒน์ นนทนาธรณ์ นายกสมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทย เผยโพล T M W G ยกมือให้บิ๊กตู่ นั่งนายกต่อหลังเปิดประเทศ
(อ่านแล้ว 5232 ครั้ง)
Share on Google+

 

 

 
รศ.ดร.พิพัฒน์ นนทนาธรณ์ นายกสมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงการสำรวจทิศทางประเทศไทย THAILAND MONITOR WORKING GROUP หลังเปิดประเทศ: กรณีศึกษาประชาชนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (กรุงเทพฯ ปทุมธานี สมุทรปราการ นนทบุรี สมุทรสาคร และนครปฐม) ที่ทาง สมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทย ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อสำรวจความเห็นของประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ต่อทิศทางประเทศไทยหลังเปิดประเทศ รวมถึงนโยบายด้านต่างๆ ของรัฐบาล และสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลมากขึ้น 
รศ.ดร.พิพัฒน์ นนทนาธรณ์ นายกสมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทย ได้กล่าวว่า จากกรณีดังกล่าว ตนเองได้สั่งการให้คณะของสมาคมนักวิจัยได้ทำผลสรุปนำเสนอผลการสำรวจ การพรรณาผล พร้อมกับอภิปรายผล โดยจำแนกออกเป็นส่วนต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ซึ่งคณะผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลที่ได้จะสะท้อนข้อเท็จจริงได้มากที่สุด เพื่อบรรลุประโยชน์ตามที่คาดหวัง เครือข่ายงานสำรวจและวิจัยภาคสนาม สมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทย โดยนอกจากทางสมาคมนักวิจัยแล้วยังมี ดร.ญาณกร โท้ประยูร กรรมการสมาคมนักวิจัยฯ ร่วมสนับสนุนทุนการวิจัย ครั้งนี้
 
 
 
 
จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วไป ต่อทิศทางประเทศไทยหลังเปิดประเทศ กรณีศึกษาประชาชนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ กรุงเทพฯ ปทุมธานี สมุทรปราการ นนทบุรี สมุทรสาคร และนครปฐม ในครั้งนี้ มุ่งสำรวจความเห็นของประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ต่อทิศทางประเทศไทยหลังเปิดประเทศ ทีมวิจัยประยุกต์ใช้การวิจัยเชิงสำรวจด้วยวิธีสัมภาษณ์แบบ face to face จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ต่อทิศทางประเทศไทยหลังเปิดประเทศ จำนวน 1,540 ตัวอย่าง ในช่วงระหว่างวันที่ 15 – 24 พฤศจิกายน 2564 ผลการศึกษาสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ด้วยการลงพื้นที่ภาคสนามเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างที่ได้จากการสุ่มตามหลักสถิติ และเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามแบบ face to face จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ประมวลผลตามกรอบวัตถุประสงค์ของการวิจัย
พื้นที่และประชากรเป้าหมายประชากรเป้าหมายในการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วไป ต่อทิศทางประเทศไทยหลังเปิดประเทศ กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ประชาชนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้แก่ กรุงเทพฯ ปทุมธานี สมุทรปราการ นนทบุรี สมุทรสาคร และนครปฐม จำนวน 1,540 ตัวอย่าง ในช่วงระหว่างวันที่ 15 – 24 พฤศจิกายน 2564 โดยอ้างอิงจำนวนประชากรจากฐานข้อมูลระบบสถิติทางการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ปี 2564 
โดยได้ผลสำรวจดังนี้
ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสำรวจ พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 50.4 เพศชายร้อยละ 47.9 และเพศทางเลือกร้อยละ 1.8 ตามลำดับ ด้านอายพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 20 – 29 ปี คิดเป็นร้อยละ 30.1 รองลงมาอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 30 – 39 ปี ร้อยละ 27.1 ช่วงอายุระหว่าง 40 – 49 ปี ร้อยละ 22.9 ช่วงอายุระหว่าง 50 – 59 ปี ร้อยละ 13.1 น้อยที่สุดคือ ช่วงอายุ 18 - 19 ปี มีเพียงร้อยละ 2.9 ผลการสำรวจยังพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจที่มีอายุน้อยที่สุดคือ 18 ปี และมากที่สุดคือ 88 ปี โดยมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 36.9 ปี
และพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่มีระดับการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย/ ปวช. มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 30.5 รองลงมาคือ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 27.9 ระดับปริญญาตรี ร้อยละ 16.2 ระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 14.6 และระดับสูงกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 0.6 ตามลำดับ 
อาชีพ  พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ระบุอาชีพค้าขาย/ ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 33.2 รองลงมาคือ ผู้ใช้แรงงาน/ รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 32.0 พนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 11.9 นักเรียน/ นักศึกษา ร้อยละ 10.8 ว่างงาน ร้อยละ 4.4 เกษียณอายุ/ พ่อบ้าน/ แม่บ้าน ร้อยละ 2.9 ข้าราชการ/ รัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 2.7 เกษตรกร/ ประมง ร้อยละ 1.8 และอาชีพอื่นๆ ร้อยละ 0.4 ตามลำดับ
ศาสนา พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 92.4 รองลงมามีสัดส่วนใกล้เคียงกันคือ ศาสนาอิสลาม และศาสนาคริสต์ ร้อยละ 3.7 และ ร้อยละ 3.6 ตามลำดับ โดยร้อยละ 0.3 ระบุว่า ไม่มีศาสนา
 
 
 
 
ดร.พิพัฒน์ นนทนาธรณ์ กล่าวต่อว่า การเปิดประเทศ วันที่ 1 พ.ย. 2564 ทำให้มีพลังทางเศรษฐกิจที่หมุนเวียนและขับเคลื่อนประเทศไปได้ ค่าเฉลี่ย 3.69 ระดับความเห็นด้วย มาก  2)รัฐบาลได้จัดให้มีการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนอย่างเพียงพอแล้ว และพร้อมเปิดประเทศอย่างได้อย่างปลอดภัย ค่าเฉลี่ย 3.83 ระดับความเห็นด้วย มาก  3)รัฐบาลควรจะให้มีการจัดงานเทศกาลต่างๆ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวให้เศรษฐกิจหมุนเวียน ค่าเฉลี่ย 3.85 ระดับความเห็นด้วย มาก   4)รัฐบาลควรจะอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กับการเปิดประเทศเพื่อให้เกิดแรงหนุนส่งกัน ค่าเฉลี่ย 3.97 ระดับความเห็นด้วยมาก  , 5)แม้จะมีการเปิดประเทศตามนโยบายของรัฐบาลแล้ว แต่ประชาชนต้องรักษาระยะห่างและการ์ดไม่ตก ค่าเฉลี่ย 4,18 ระดับความเห็นด้วยมาก   6)การเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น รัฐบาลมีนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไปพร้อมกับการควบคุมป้องกันโควิด ค่าเฉลี่ย 4.05 ระดับความเห็นด้วยมาก   ตามลำดับ )
 
การที่พรรคเพื่อไทยแต่งตั้งลูกสาวอดีตนายกฯ ทักษิณเป็นประธานที่ปรึกษาพรรค ทำให้เกิดอิทธิพลต่อการครอบงำพรรค ค่าเฉลี่ย 3.36 ระดับความเห็นด้วย ปานกลาง   8)การที่พรรคพลังประชารัฐมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นเลขาธิการพรรคทำให้การทำงานของรัฐบาลยังคงมีปัญหา ค่าเฉลี่ย 3.82 ระดับความเห็นด้วย มาก  9)พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองเอง เพื่อให้เกิดเสถียรภาพของรัฐบาล ค่าเฉลี่ย 3.53 ระดับความเห็นด้วย มาก  10) หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐควรย้ายไปร่วมสร้างพรรคด้วย ค่าเฉลี่ย 3.54 ระดับความเห็นด้วย มาก  11)พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรตั้งพรรคการเมืองใหม่ ที่มีนโยบายที่เกิดจากการร่วมคิดของประชาชนทุกกลุ่ม ค่าเฉลี่ย 3.62 ระดับความเห็นด้วยมาก   12) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัยเพื่อแก้ปัญหาบ้านเมืองให้สงบต่อไป ค่าเฉลี่ย 3.29 ระดับความเห็นด้วย ปานกลาง  ตามลำดับ
 
ซึ่งผลสรุปเมื่อสอบถามถึงผู้ที่คาดว่าผู้ใดจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งต่อไป พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งต่อไป ร้อยละ 30.0 รองลงมาคือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ร้อยละ 19.7 นายอนุทิน ชาญวีระกุล ร้อยละ 12.0 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ร้อยละ10.90 นายชลน่าน ศรีแก้ว ร้อยละ 10.80 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ร้อยละ 8.6 นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ ร้อยละ 3.7 ตามลำดับ นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ 4.3 ระบุว่า ยังไม่มีใครเหมาะสม
 
 
 
Share on Google+
เศรษฐกิจในประเทศ